
ทางดนตรีของอาร์เอส
"ผมอยากเห็นอาร์เอสเป็นศูนย์รวมของยอดฝีมือในทุก segment ดนตรี" เขาตอบคำถามที่ว่า จะพาบริษัทไปในทิศทางใดต่อไป ในฐานะรองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจเพลง
"ขยายจากฐานเดิม ที่เราแข็งแรงมากในกลุ่มวัยรุ่น แต่ในส่วนของแนวเพลงอื่นๆ เรายังมีไม่มากพอ เท่ากับว่าโตจากอาร์เอส เขาจะไปฟังอีกกลุ่มนึง ผมจึงอยากจะเพิ่มคอนเทนต์หรือบุคลากรของตลาดที่เราขาด"
"ผมอยากทำงานแบบนั้นแบบนี้ ผมก็นึกถึงตัวบุคคล เพราะอยากได้คนที่รู้จริงมาร่วมงาน ก็มีคุยๆ อยู่หลายคน อย่างพี่โอม ชาตรี พี่เป็ด มนต์ชีพ คุณสมเกียรติ พี่อ้อง สุรสีห์ ซิลลี่ฟูล เครสเชนโด พี่ปุ๊ อัญชลี ฯลฯ ซึ่งเขาอาจจะไม่ตกลงก็ได้ อยู่ที่ว่านโยบายเราจะเป็นที่สนใจของเขารึเปล่า"
ซึ่งนโยบายที่ว่าก็คือการปรับอาร์เอสให้เป็น "พื้นที่เปิด"
"ตอนนี้เรายกเลิกสัญญาลิขสิทธิ์แบบเก่า แต่หันมาใช้สัญญาที่เป็นสากล ใครทำงานกับเรา คุณเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตั้งแต่วันแรกที่คุณคิด เราเป็นเพียงผู้ที่คุณอนุญาตให้นำสิทธิมาใช้ในช่วงเวลาที่ตกลงกัน เราปลดล็อคก่อน เพื่อสร้างความน่าสนใจให้เห็นว่าเรากำลังจะไปทางไหน แล้วจึงไปคุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในวงการ"
"ตอนนี้เรากำลังจัดทัพ เพื่อการเปลี่ยนแปลง" เขาบอกด้วยสีหน้ามุ่งมั่น และว่า คงจะได้เห็นรูปโฉมใหม่ของอาร์เอสภายในไม่เกินสิ้นปีนี้
เป็นรูปโฉมใหม่ที่อยู่ภายใต้แนวคิด "ค่ายเพลงที่บริหารโดยคนดนตรี ภายใต้การมองอย่างการตลาด" เสียด้วย
"การมองด้วยมุมคนดนตรีอย่างเดียวอาจไม่พอ ผมเสียดายที่คนดีๆ เก่งๆ ล้มหายตายจากไปเยอะมาก ก็เอาประสบการณ์ บทเรียน ทั้งของคนอื่นและตัวเอง มาเพื่อทำให้อาร์เอสเป็นค่ายที่ดำรงคงอยู่ แล้วยังมีโอกาสนำเสนอเพลงที่หลากหลาย"
ขณะเดียวกัน ก็ต้องพยายามรักษาฐานเดิมไว้ด้วย
"แนวเพลงตลาดวัยรุ่นไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจนะครับ" เขาว่าน้ำเสียงจริงจัง
"มีคนว่าทำไมที่ผ่านมา เราทำศิลปินกามิกาเซ่เยอะ ถ้าคนพูดคือผู้ใหญ่ เขาก็ต้องคิดแบบนั้น ไม่ชอบอะไรที่เป็นงานแบบเด็กๆ ขณะเดียวกัน ถ้านึกว่า วันๆ นั่งดูทีวีแล้วก็มีแต่สุนทราภรณ์ เด็กก็จะบ่น ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของใคร โลกมีของหลากหลาย คุณไม่ชอบอะไรก็ปล่อยเขาทำไป แล้วก็ไปเลือกในสิ่งที่คุณชอบ คนอายุ 25 มาวิจารณ์เด็ก 14-15 ว่าพวกนี้มันไร้สาระ ไม่มีสติปัญญา ผมว่าไม่ใช่นะ เพราะวันที่คุณอายุ 14-15 แล้วมีผู้ใหญ่มาบ่นว่า คุณชอบเพลงอะไรก็ไม่รู้ คุณก็มองหันกลับไป แล้วก็ตาขวางเหมือนกันใช่มั้ย"
ศิลปินเด็กอาจไม่ไร้สาระ แต่ก็ไม่น่าจะมีอายุยืนยาว?
"อายุงานของเด็กที่เป็นกามิกาเซ่จะเป็นแค่ช่วงนึง พอโตเขาก็ไม่อยากเป็นแบบนั้นหรอก" เขาบอก
"โดยธรรมชาติ โตมา เด็กทุกคนจะไม่อยากเป็นตัวเองที่เคยเป็น อย่างเจอาร์ (JR-VOY) ก็จะมีความรู้สึกว่า ไม่อยากให้คนจำภาพตอนเด็กๆ อาย แต่ผมจะอธิบายให้ศิลปินฟังว่า นั่นเป็นภาพจำของคนที่เป็นวัยรุ่น ซึ่งเขาชอบเราตอนนั้น แต่ถ้าเราหาตัวเองในความเป็นหนุ่มหรือเป็นผู้ใหญ่เจอ เราก็นำเสนองานดนตรีต่อไปได้"
"อย่างโฟร์มด วันนึงโตขึ้น แต่ยังแอ๊บฯ ยังน่ารักอยู่ คนที่เคยชอบเขาก็จะรู้สึกว่า เออ เมื่อก่อนก็ชอบเนอะ ตอนนี้ไม่รู้จักโตซะที ฉะนั้น ต่อไปเขาก็ต้องปรับ หรือไม่ก็ต้องหยุดไว้แค่ความเป็นโฟร์มดที่น่ารัก ก็ต้องมาคุยกันต่อว่าจะเดินยังไง"
ทำงานกับวัยรุ่น ก็ต้องพร้อมจะเข้าใจวัยรุ่นอยู่แล้ว?
"ผมใช้ชีวิตอยู่กับวัยรุ่น นั่งคุยกับน้องๆ กามิกาเซ่ทุกวัน บางทีก็ออกไปเดินห้าง เข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อดูพฤติกรรมเขา แล้วก็เอาข้อมูลมาดูว่าอะไรต้องปรับปรุง"
แน่นอน, ที่วิจารณ์กันกระหน่ำว่าเขาทำศิลปินออกมาเซ็กซี่จนเกินงาม หรือทำเพลงเนื้อหาล่อแหลม เจ้าตัวก็ได้เข้าไปอ่านเหมือนกัน
ต้นเหตุแห่งความเสื่อมทราม?
"บางทีที่เขาด่ามา ก็เสียใจนะ ว่าเราไม่ได้คิดแบบนี้ มีคนถามว่าท้อมั้ย ผมก็บอกมีท้อแว้บๆ แต่พอเรากลับมาถามตัวเองว่าเรากำลังคิด-ทำอะไรอยู่ ก็รู้สึกว่า เฮ้ย! เรามั่นใจนะ"
ว่าไม่ได้สร้างพิษภัยแก่สังคม?
"ถ้าเป็นเรื่องความเซ็กซี่ ส่วนตัวผมว่าเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่คนมองว่าเซ็กซี่ในตัวเกิร์ลลี่ เบอร์รี่ ผมว่าธรรมดามาก" เขาเน้นเสียง และว่า ความดึงดูดทางเพศเป็นสิ่งที่ต้องมีในศิลปินแนวแดนซ์ หรือฮิพฮอพอยู่แล้ว
"และที่คนไทยแยกแยะกันไม่ออกก็คือ ศิลปินอย่างบิยอนเซ่ไม่ได้แต่งชุดคอนเซ็ปท์ในเอ็มวี หรือชุดหน้าปกออกมาเดินถนนนะครับ นางแบบที่ถ่ายนู้ดก็ไม่ได้แต่งอย่างนั้นมาเดิน แล้วก็ไม่เห็นใครบ้าเอาชุดที่เกิร์ลลี่ฯใส่ในเอ็มวีมาแต่ง ตัวพวกเขาเองก็ไม่ใส่"
"ตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว มีคนบอกว่าเกิร์ลลี่ฯจะทำให้วัยรุ่นไทยใจแตก แต่งตัวโป๊ ยั่วยุ เป็นแบบอย่างที่ไม่ดี ผมถามหน่อย 4 ปีที่ผ่านมา เกิร์ลลี่ฯน่าจะเป็นส่วนที่ทำให้สังคมแย่ลงมั้ย? มีคนแต่งตัวโป๊มากขึ้นเพราะเกิร์ลลี่ฯ? กล้าเคลมคำนี้มั้ย? ไม่ใช่ ผมพูดได้เต็มปาก"
"อย่างเอ็มวีของวิด ไฮเปอร์ ผมดูแล้วก็ขำ ไม่ได้รู้สึกว่าทำให้เด็กอยากเข้าโรงแรม หรือเพลงของเม (จีระนันท์ กิจประสาน) ที่ฟังแล้วว่าภาษาเหมือนชวนไปมีเซ็กซ์ ผมว่ามันไม่ใช่ คำพูดที่ใช้มันมีอยู่จริงในหมู่วัยรุ่นเพื่อนฝูง แค่ชวนกันไปเที่ยว ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดกัน สองคนนี้ภาษาอาจจะดูแรง แต่มันก็ไม่เกินเลยขอบเขตที่เคยมีกันมา ผมฟังเพลงสมัยก่อนก็มีคำทำนองนี้ อย่างเจาะไข่แดง ใครก็รู้ว่าหมายถึงอะไร ทำไมสมัยนั้นชอบกันจัง พอมาสมัยนี้เป็นผู้ใหญ่แล้วออกมาห้าม ผมก็งงว่ะ"
"อีกอย่างเพลงพวกนี้มันก็แค่สะท้อนความเป็นจริงของสังคม พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมมันมีอยู่จริง เพลงไม่ได้ทำให้มันเกิด ไม่ได้ยั่วยุให้เพิ่มขึ้นด้วย"
แต่ถ้ามันจะทำให้ใครเป็นไปเช่นนั้น อย่าโทษเพลง อย่าโทษภาพลักษณ์ของนักร้อง ต้องดูที่ตัวคนคนนั้นเองมากกว่า, เขาว่า
"ผมไม่เชื่อว่าเพลงใดเพลงหนึ่งจะทำให้สังคมเปลี่ยน แม้แต่เพลงที่ฟังแล้วสะกดจิตฆ่าตัวตาย ผมฟังแล้วยังไม่เห็นตายเลย หรือตอนนั้นมีคนเปิดเพลง "ไม่อาจเปลี่ยนใจ" คาไว้ก่อนฆ่าตัวตาย แปลว่าเพลงมันแย่เหรอ หรือว่าพื้นฐานคนมันไม่ดีอยู่แล้ว?
แต่ประเทศเราไม่แก้ปัญหากันที่คน กลับมาห้ามคนทำเพลงไม่ให้นำเสนอความเป็นจริงที่ไม่ดี เพราะไม่อยากรู้สึกว่าถูกซ้ำเติม
"ก็คงจะมีคนพูดว่า ใช่ ก็เลยขอความร่วมมือจากคุณไง ชมพู อย่าซ้ำเติม โอเค ถ้ามองว่ามันคือการซ้ำเติมก็ขอให้บอก แล้วเราจะไม่ทำอะไรที่เซ็กซี่เลย แต่คุณต้องการรันตีนะว่า ถ้าค่ายเพลงทั้งประเทศไทยทำแบบนี้แล้วสังคมจะดีขึ้น เพลงฝรั่งด้วย เอาสิ่งที่กลัวออกไปให้หมด แล้วถามหน่อยว่ามันจะแก้ได้จริงเหรอ ผมว่ายิ่งปิด เด็กมันก็ยิ่งจะไปหารูออก ไม่มีเพลงไทย ดูเพลงฝรั่งทางชาแนลวีไม่ได้ ก็ไปแอบเสิร์ชเอาจากเน็ต แล้วเราก็จะไม่รู้เลยว่าตกลงเขาดูอะไรกันบ้าง ซึ่งก็จะไม่สามารถหาวิธีป้องกันหรือแก้ปัญหาได้ด้วย ก็เท่ากับว่าที่เรากำลังพูดเรื่องที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย"
มิหนำซ้ำยังเป็นการสกัดกั้นการเติบโตของธุรกิจเพลงไทยอีก
"ประเทศจีน ขนบธรรมเนียมเข้มงวดกว่าเราอีก แต่ทำไมเขาปล่อยให้มีการเดินแฟชั่นทัดเทียมต่างประเทศ แทบจะไม่ใส่อะไรกันเลย ซึ่งผมไม่ได้จะบอกว่าอันนั้นดี ความหมายคือ ถ้าจะแข่งขัน คุณต้องแข่งด้วยกติกาที่มันเป็นสากล ถ้าไม่ อย่าไป เพราะคุณจะแข่งไม่ได้ เราต้องชั่งน้ำหนักแล้วว่าประเทศจะเดินไปทางไหน และถ้าจะแข่ง คนไทยต้องให้กำลังใจกัน ไม่ใช่มาด่า แล้วไปชื่นชมนักร้องต่างประเทศ ก็เขาเก่งนี่! มีคนบอกเกิร์ลลี่ฯ ถ้าเก่งก็ว่าไปอย่าง แปลว่าเก่งแล้วโป๊ได้เหรอ มันไม่ใช่นะ"
"นักร้องต่างประเทศก่อนจะเก่ง เขาก็ต้องไม่เก่งมาก่อนไม่ใช่เหรอ เราเองก็ต้องเรียนรู้กันไป เกิร์ลลี่ฯชุดนี้ผมมั่นใจว่าเก่งขึ้น โปรขึ้น ดูสวย แพง ที่สำคัญคือไม่โป๊ ถ้าออกอีกซัก 1-2 ชุด อาจจะเป็นอีกวงที่พัฒนาเรื่องร้อง ความแข็งแรงของการเต้น หรือ appeal จนสู้เกาหลีได้ คนไทยเห็นแล้วอยากให้พัฒนาตรงไหน คอมเมนต์มาได้ เรายังต้องปรับปรุงอยู่แล้ว เพราะเอาฟอร์แมตเพลงของคนอื่นมาใช้ ไม่ได้เป็นคนเริ่มต้นเอง อย่างกีฬาตะกร้อที่กี่สิบปีก็ใช้แบบเดิม แต่นี่มีแต่ด่าพวกเดียวกันเอง อุ๊ย! เสี่ยว แล้วไปชื่นชมคนอื่นทั้งๆ ที่ก็ทำแบบเดียวกันนั่นแหละ ซึ่งบางทีเราฟังแล้วก็เหนื่อยใจ"
นอกจากกำลังใจ ทางแก้ปัญหาก็น่าจะมาจากความเข้าใจของผู้ใหญ่ในสังคมด้วย
"ผมว่าเราน่าจะมาคุยกันให้ชัดเจน ว่าเส้นแบ่งของความถูกต้องเหมาะสมอยู่ตรงไหน คนทำงานเขาจะได้รู้ขอบเขต อย่างเพลง ถ้ามันลามก เอ็มวี ถ้ามันโป๊เปลือย เห็นสิ่งผิดกฎหมาย อันนั้นทำไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนที่ไม่เห็น แต่มันทำให้คิด สำหรับผมถือเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับได้ ว่าต้องให้เขามี เพราะเขาทำอยู่ภายใต้กฎ ใครข้ามเส้นขอบนั้นคือผิด ใครไม่ข้ามต้องถือว่าไม่ผิด"
"อย่างที่ผ่านมา เราทำทุกอย่างออกไป ก็ต้องส่งตรวจ เมื่อตรวจแล้วผ่าน แปลว่าที่เราทำมีคนยอมรับว่ามันถูกต้อง แต่พอนำออกเสนอ เราถูกด่า มันไม่ได้นะ เส้นแบ่งอยู่ตรงไหน ซึ่งผมไม่ได้โทษคนที่ตรวจ เพราะเขาคงมองคล้ายๆ ผม แต่คนในสังคมไม่ได้มองอย่างนั้น หรือบางทีคนในสังคมที่ไม่ใช่ส่วนมากด้วยซ้ำ แต่ตะโกนดัง ซึ่งก็ไม่ได้ผิดนะ ผมไม่ได้ต่อต้าน"
อย่างที่หน่วยงานรัฐออกมาติติงเรื่องที่วงเกิร์ลลี่ เบอร์รี่แต่งกายและแสดงท่าทางไม่เหมาะสม เขาก็ได้ขอเข้าพบ และปรับแก้ให้ในที่สุด เพราะมองว่าถ้าเป็นภาวะที่สังคมต้องการ เขาก็ยินดีให้ความร่วมมือ
"บางครั้ง ถ้ามีอะไรเกินเลยหรือพลาด เราก็ต้องยอมรับฟังที่เขาด่ากัน บางทีก็คิดว่า เออว่ะ เราอาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็เอามาบาลานซ์ตัวเอง เพราะบางครั้งอาจขาดการมองให้รอบคอบ ผมเชื่อว่าคนทำงาน ถ้าผิดโดยไม่ตั้งใจ เราก็ต้องยอมรับ แต่ถ้าตั้งใจให้ผิด อย่าทำตั้งแต่แรก"
"และด้วยเจตนา เราไม่ได้จะยั่วยุอยู่แล้ว เพราะสังคมมีสิ่งที่แรงกว่านี้มากมาย ถ้าจะทำ เราคงต้องให้แรงกว่าเขา แล้วถ้าเด็กจะหาคอนเทนต์ที่ยั่วยุทางกามารมณ์ เขาหาได้เก่งกว่าเราด้วย ผู้ใหญ่ที่เป็นห่วงทุกวันนี้ ไม่รู้จักเด็กดีพอ เขาถึงได้ออกมาวิจารณ์ โดยไม่ได้สร้างสรรค์ในทางป้องกัน แต่มันกลับไปทำลายในเชิงธุรกิจ"
แล้วการป้องกันดูแลลูกหลานเยาวชนให้ถูกวิธี ควรทำเช่นไร?

ถ้าลูกไม่ดี โทษผมคนเดียว
"ถ้าเทียบกัน ผมว่าเอ็มวีที่อยู่ดึกๆ หรือต้องดูทางช่องเคเบิล มันน้อยกว่าละครทีวีไทยที่ดูแล้วยั่วยุอีก" ชมพูเปรียบเปรยให้เราฟัง คล้ายจะตั้งข้อสงสัยว่าทำไมเขาถึงโดนหนักกว่าสื่ออีกประเภท
ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้แปลว่าเขากำลังตำหนิละครไทย
"เพราะสิ่งที่เราต้องทำ ไม่ใช่ไปห้ามคนนำเสนอ แต่ทุกคนต้องดูแลลูกหลานของเราเองให้มีวัคซีน" สุทธิพงษ์บอก และว่า เขาให้ลูกสาววัย 7 และ 12 ขวบ ดูละครหลังข่าวจนจบ โดยที่มีแม่ ยาย หรือตัวเขาเองอยู่ด้วยเพื่อคอยบอกสอนเสมอ
"พ่อแม่เป็นห่วง แต่ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก หรือบางทีเป็นห่วงแต่ปากไง แต่ผมจะคุยกับลูกตลอด แล้วถ้าลูกจะดีไม่ดี ผมไม่โทษคนอื่น โทษผมคนเดียว คนอื่นทำอะไรออกมาก็ได้ครับ มาเลย ขอแค่ไม่ผิดกฎหมาย แล้วถ้าลูกผมเสียเพราะไอ้ตรงนั้น แปลว่าผมอบรมลูกไม่ดีเอง เพราะผมถือว่าโลกข้างนอกต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว"
"ตอน 9 ขวบ ลูกมาถามผมว่า สเปิร์มคืออะไร ผมถามว่ารู้มาจากไหนคำนี้ เขาว่าอ่านการ์ตูนเล่มละ 5 บาท ที่หยิบมาจากร้านสะดวกซื้อ ผมก็อธิบายให้เขาฟัง แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่บางคนอาจจะตกใจ อุ๊ย! บ้า พูดเรื่องไร แล้วพออายุ 11 ปี เขาถามว่า พ่อ หลั่งนอกหลั่งในคืออะไร ผมถามรู้คำนี้มาจากไหน เขาบอกหนูเสิร์ชกูเกิ้ล เอ้าเรียนเพศศึกษาแล้วนะพ่อ คือเขาไปเสิร์ชคำว่าเพศศึกษามาพรืดเลย แล้วเด็กทุกคนมันเล่นเน็ตกันหมดแล้ว ผมถามว่าเราควรจะปรับตัวตามโลก หรือสั่งเด็กอย่าเล่นกูเกิ้ล อย่าเล่นเน็ต"
"ลูกผมน่ะล้าหลังเพื่อนนะ เขาแช็ต MSN หลังเพื่อนในห้องตั้งหลายคน ผมเป็นคนสมัครให้เอง แล้วเขาก็มีเพื่อนผู้ชายมาคุย ซึ่งอย่าไปกลัวครับ นั่นเป็นเรื่องปกติ เราต้องสอนให้เขาคิดต่างหาก ว่าถ้ามีผู้ชายเข้ามาแบบนี้ เขาคิดอะไร ใช้ระยะเวลาเท่านี้ เขากำลังคิดอะไรกับเรา"
ผมสอนลูกให้คิดเป็น, เขาย้ำ
รวมถึงเรื่องแต่งตัวด้วย อย่างพี่ๆ เกิร์ลลี่ เบอร์รี่ที่ลุงๆ ป้าๆ ว่าโป๊ หนูน้อยก็ว่าไม่เห็นมีอะไร
หรือถ้าลูกจะลุกขึ้นมาแต่งบ้าง คุณพ่อคนนี้ก็จะไม่ว่าสักคำ
"ก็แต่งสิครับ ถ้าแต่งแล้วเขาสวย แต่งแล้วเดินถนนได้ ผมก็จะให้ใส่ ผมสอนลูกให้คิด เอ้าหนูอยากใส่ ไปหามาสิ ใส่แล้วเป็นไง ฟีดแบ็คเป็นไง เขามองแบบชื่นชมหรือยังไง มันใส่ไปข้างนอกได้มั้ย เขาก็จะคิดเอง เออ อ๋อ"
ไม่ได้จะบอกว่าวิธีสอนลูกแบบนี้เป็นวิธีที่ถูก แต่มันเป็นวิธีเลี้ยงลูกของผม, สุทธิพงษ์ว่า
"แล้วมีไหมผู้ใหญ่ทุกวันนี้ ที่จะมีเวลาสอนลูกแบบนี้" เขาตั้งคำถามทิ้งท้าย